วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock)

นาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) ทำหน้าที่กำหนดจังหวะการทำงาน
ของร่างกายครบรอบ
หนึ่งวัน 24 ชม.
นักวิทยาศาสตร์เรียกจังหวะที่มี
รอบการทำงาน
24 ชม. ว่า
จังหวะเชอร์คาเดียน (Circadian rhythm
)
มาจากรากศัพท์ภาษาลาติน
 Cirda dies แปลว่า ประมาณหนึ่งวัน 

จังหวะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมการทำงานของร่างกาย
ไม่เพียง
การหลับตื่น 
แต่รวมไปถึงการหลั่งฮอร์โมน การเผาผลาญพลังงาน
การควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย เป็นต้น

นาฬิกาชีวภาพของสิ่งมีชีวิตทำงาน โดยอาศัยการควบคุมระดับโปรตีนชนิดต่างๆ ให้มีจังหวะขึ้นลงตามช่วงของวัน เช่น การรับประทานอาหาร  การออกกำลังกาย
การใช้ยาต่างๆ การพักผ่อน การทำงาน ดังนั้นนาฬิกาชีวภาพจึงมีบทบาทสำคัญ
ในการกำหนดจังหวะของพฤติกรรมต่างๆ ของร่างกายที่ใช้สมองและแรงกาย

ในทางการแพทย์ตะวันออก นาฬิกาชีวภาพทั้งกลางวันและกลางคืน
มีความ
สำคัญกับสุขภาพมนุษย์ ชั่วเวลา 24 ชั่วโมงนี้ พลังชีวิตจะไหลเวียน
ผ่านอวัยวะภายในแต่ละส่วน
ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

การดำเนินชีวิตและพฤติกรรมประจำวันควรสอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพจึงจะเกิดความสมดุล มีสุขภาพดี อายุยืน และปราศจากโรค 
โดยแบ่งช่วงเวลาดังนี้ …..

01.00 - 03.00 น.  เป็นช่วงเวลาของตับ ควรนอนหลับพักผ่อน
ผู้ที่หลับได้ดีเป็นประจำในช่วงนี้ตับจะหลั่งสารมีราโทนินเพื่อฆ่าเชื้อโรค 
ใบหน้าจะอ่อนกว่าวัยในช่วงเวลานี้ ไม่ควรรับประทานอาหาร เพราะตับจะทำงานหนักและเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับคือ  ขจัดสารพิษในร่างกาย
03.00 - 05.00 น.  เป็นช่วงเวลาของปอด ควรตื่นนอนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ รับแสงแดดยามเช้า ผู้ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำผิวพรรณจะดีขึ้น


05.00 - 07.00 น.  เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ ควรขับถ่ายอุจจาระเป็นนิสัยทุกเช้า
ถ้าไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำอุ่น  2 แก้ว ถ้ายังไม่ได้ผลให้เพิ่มการบริหารโดยยืนตรง
หายใจเข้าลึกๆ
แล้วก้มลงพร้อมหายใจออก เอามือท้าวเข่าแขม่วท้อง
จนเหมือนหน้าท้องติดสันหลัง
หรืออีก
วิธีหนึ่งขณะนั่งโถส้วม
ใช้ฝ่ามือนวดหน้าท้อง วนตามเข็มนาฬิกาหลายๆรอบพร้อมแขม่วท้อง



07.00 - 09.00 น.  เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร ถ้ารับประทานอาหารช่วงนี้
เป็นประจำ
กระเพาะอาหารจะแข็งแรง  แต่ถ้าอาหารเช้าดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียว
ร่างกายจะดูดกากอาหาร
ตกค้างที่กำลังจะกลายเป็นอุจจาระกลับขึ้นมาใหม่เท่ากับ  "ดื่มกาแฟผสมอุจจาระ" ดังนั้นถ้าเร่งรีบอย่างน้อยขอให้มีโยเกิร์ตหรือนมสด หรือน้ำเต้าหู้+น้ำมะนาว ก็จะได้สารอาหารพอเพียงในมื้อเช้า


09.00 - 11.00 น.  เป็นช่วงเวลาของม้าม ม้ามอยู่ที่ชายโครงด้านซ้ายมีหน้าที่
ควบคุมเม็ดเลือด 
และไขมัน ผู้ที่งีบหลับในช่วงนี้ม้ามมักจะอ่อนแอชื้น อาหารและน้ำจะแปรสภาพเป็นไขมัน ทำให้อ้วนง่าย ผู้ซึ่งเป็นเบาหวาน
มักจะง่วงเพราะเป็นเวลาหลังมื้ออาหารเช้า



11.00 - 13.00 น.   เป็นช่วงเวลาการทำงานของหัวใจ  จึงควรหลีกเลี่ยง
การเพิ่มความเครียด 
ระงับความตื่นเต้นตกใจให้ได้


13.00 - 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหาร
เช่น วิตามินบี ซี โปรตีน เพื่อสร้างกรดอมิโนสร้างเสริมเซลล์ซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ



15.00 - 17.00 น.  เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ  การขับถ่ายปัสสาวะ  ขับเหงื่อ  ช่วงเวลานี้ควรออกกำลังกาย   ผู้มีเบาหวานควรออกกำลังในระหว่างเวลานี้
ก่อนฉีดยาอินสุลินมื้อเย็น



17.00 - 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต ควรทำใจให้สดชื่นไม่ง่วงเหงาหาวนอน เชื่อว่าไตซ้ายคุมสมองด้านขวาเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรี รักสวยรักงาม ส่วนไตขวาคุมสมองด้านซ้ายเกี่ยวกับความจำ


19.00 - 21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ควรสวดมนต์ทำสมาธิ ปัญหาที่เกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจคือ หัวใจโต หัวใจรั่ว เส้นเลือดหัวใจตีบ


21.00 - 23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น ไม่ควรอาบน้ำเย็นจัดอาจเจ็บป่วยง่าย



23.00 - 01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี น้ำดีเป็นน้ำย่อยจากตับ ถ้าร่างกายขาดน้ำ และดึงน้ำจากถุงน้ำดีไป ทำให้น้ำดีเข้มข้น
เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เป็นภูมิแพ้อากาศ


ถ้าเรานำความรู้เรื่องนาฬิกาชีวภาพมาใช้ได้ถูกต้องแล้ว การมีสุขภาพดีปราศจากโรคภัย จึงเป็นของขวัญอันประเสริฐแก่ชีวิต



อ้างอิง นาฬิกาชีวภาพในร่างกายมนุษย์ Health Today October,2005 p.74-75 . มาณีย์ อุ้ยเจริญพงษ์ อาหารเพื่อสุขภาพ การพยาบาล รพ. จุฬา 2547
สุทธิวัสส์ คำภา นาฬิกาชีวิต (Biological clock) เอกสารพิมพ์เผยแพร่ มปพ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น